อว.ชี้นักวิจัยซื้อผลงาน ผิดจริยธรรม ร้ายแรง จี้มหา’ลัยหาข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวว่ามีนักวิจัยจำนวนหนึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ ผ่านการซื้อผลงานเพื่อให้ตัวเองได้มีชื่ออยู่ในบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ ทางกระทรวง อว. จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนและติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการผิดจริยธรรมทางวิชาการอย่างชัดเจน

ข่าวการศึกษาวันนี้

“ขอขอบคุณนักวิชาการและสื่อมวลชนที่ห่วงใยและได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกระทรวง อว. ว่ามีกลไกที่เป็นช่องโหว่ในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการโดยที่บุคคลที่มีชื่ออยู่ในบทความนั้นอาจไม่ได้เป็นผู้วิจัยในโครงการจริง เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและจริงจัง หากพบว่าดำเนินการจริงต้องถือเป็นความผิดและลงโทษอย่างรวดเร็ว“ รมว.อว. กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า ตาม พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.2562 มาตรา70 ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใด จ้าง วาน ใช้ให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือเพื่อใช้ในการทำผลงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขอตำแหน่งทางวิชาการหรือเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนหรือเงินอื่นในระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ห้ามมิให้ผู้ใดรับจ้างหรือรับดำเนินการตามวรรคหนึ่งเพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือโดยสุจริตตามสมควร โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และยังมีประกาศเรื่อง มาตรฐานการวิจัย โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระบุถึงมาตรฐานการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ รวมทั้งจริยธรรมนักวิจัยด้วย ดังนั้น การที่มีนักวิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ ผ่านการซื้อผลงานเพื่อให้ตัวเองได้มีชื่ออยู่ในบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ จึงเป็นการผิดจริยธรรมทางวิชาการ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมีหน้าที่ในการเคร่งครัดดูแลให้บุคลากรดำเนินการให้ถูกต้องไม่ผิดหลักจริยธรรม และสำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (กพอ) และคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) จะต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

ปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ได้แจ้งย้ำไปยังที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน และหน่วยงานวิจัยต่างๆ ให้ตรวจสอบข้อมูลของบุคลากรอย่างใกล้ชิด ตามแนวทางในการกำกับจริยธรรมการตีพิมพ์ผลงานวิจัย รวมทั้งการนำผลงานที่ผิดจริยธรรมมาขอตำแหน่งวิชาการ หากตรวจพบประเด็นใดให้ดำเนินการทันทีและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำในลักษณะนี้อีก

“กระทรวง อว. ได้จัดให้มีทีมงานส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึกแล้ว ขอขอบคุณท่านที่ได้ให้ข้อมูลมายังสำนักปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.) และหากมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมสามารถแจ้งข้อมูลมายัง สป.อว. ได้ทันที” ปลัดอว. กล่าว ข่าวการศึกษาแนะนำ>>> ศธ.ปัดฝุ่นสถานศึกษาจัดการเรียนการสอนหลักสูตร “ทวิศึกษา” อย่า…ใช้เด็กเป็นหนูทดลอง

ศธ.ปัดฝุ่นสถานศึกษาจัดการเรียนการสอนหลักสูตร “ทวิศึกษา” อย่า…ใช้เด็กเป็นหนูทดลอง

ศธ.ปัดฝุ่นสถานศึกษาจัดการเรียนการสอนหลักสูตร “ทวิศึกษา” อย่า…ใช้เด็กเป็นหนูทดลอง

การศึกษา

หลักสูตร “ทวิศึกษา” เป็นการจัดการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ให้แก่ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ที่มีความประสงค์จะเรียนรู้ในสายวิชาชีพด้วย เมื่อผู้เรียนสำเร็จการศึกษาครบตามหลักสูตรที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองวุฒิการศึกษา ทั้งในระดับ ม.6 และระดับ ปวช.ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถเก็บหน่วยกิตสะสมเป็นธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ก่อนจะนำหน่วยกิตไปต่อยอดการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้ด้วย

ศธ.ปัดฝุ่นสถานศึกษาจัดการเรียนการสอนหลักสูตร “ทวิศึกษา” อย่า…ใช้เด็กเป็นหนูทดลอง

สำหรับแนวคิดการจัดการศึกษารูปแบบทวิศึกษา ถือเป็นนวัตกรรมใหม่และแนวคิดในการจัดการศึกษาที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ผู้เรียนในระดับ ม.ปลายให้ได้รับการศึกษาทางด้านวิชาชีพ เพื่อเพิ่มทักษะและความรู้ความสามารถที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการประกอบอาชีพ ทั้งเพิ่มโอกาสในการมีงานทำมากกว่าการมีวุฒิ ม.6 เพียงอย่างเดียว เป็นความร่วมมือจัดการศึกษาระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถานประกอบการต่างๆ จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนร่วมกัน การเทียบโอนหน่วยกิต รวมทั้งการฝึกงานในสถานประกอบการ

จากการนำร่องจัดการเรียนการสอนหลักสูตร “ทวิศึกษา” ครั้งแรกหลังจาก ศธ.ประกาศเรื่องการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2558 พบว่าผู้เรียนสายสามัญให้ความสนใจสมัครเข้าเรียนหลักสูตรทวิศึกษาเป็นจำนวนมากในแต่ละปีการศึกษา ทำให้มีการขยายการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยากจน และด้อยโอกาสทางการศึกษา